บทที่ 9 บวมโซเดียม
พนักงานออฟฟิศยืนออแหงนคอมองป้ายประกาศบนบอร์ดด้วยความสนใจ ตามมาด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ออกความเห็นถึงกิจกรรมที่ทางบริษัทจัดให้
“อืม สัมมนาพัฒนาศักยภาพบุคลากรเหรอ มันเป็นยังไงคะพี่ชัช” สุชาดา เลขาฯ น้องใหม่วัยยี่สิบสี่ปีหันไปถามเลขาฯ รุ่นพี่ที่ทำงานมานานแล้ว
“เป็นสัมมนาเชิงวิชาการทั่วไปนั่นแหละ ทางบริษัทจัดให้กับพนักงานใหม่ทุกปี เพื่อให้ทุกคนได้มีทักษะต่าง ๆ เพิ่ม พนักงานที่นี่ใครผ่านทดลองงานแล้ว จะถูกส่งไปทุกคน”
“อ๋อ”
“ยืนดูอะไรกัน” เสียงทุ้มดังมาจากด้านหลังทำพนักงานหลายคนสะดุ้ง
“อุ้ย คุณไออุ่น กำลังยืนอ่านประกาศกำหนดการไปสัมมนาของพนักงานใหม่ครับ” เลขาฯ ส่วนตัวรีบหันไปตอบ
“อย่างนั้นเหรอ สายป่าน...”
“คะ?”
“เอิงเอยมาทำงานหรือยัง”
“คุณเอิงเอยมาแล้วค่ะ อยู่ในห้อง” สาวน้อยหน้าหวานยิ้มให้อย่างสดใส มือผายออกไปยังตำแหน่งห้องทำงานของท่านรองประธานกรรมการบริษัททันที
“ขอกาแฟให้ฉันแก้วหนึ่ง เอาเข้าไปเสิร์ฟในห้องคุณเอิงเอยนะ”
“ค่ะ // ครับ” สองเลขาฯ ผู้บริหารระดับสูงรับคำทันที ก่อนจะหันมามองหน้ากันยิ้ม ๆ
“หื้อ พี่ชัชเดี๋ยวหนูชงเองก็ได้ค่ะ”
“แต่ว่า คุณไออุ่นไม่เคยกินกาแฟที่คนอื่นชงเลยนะ” เนื่องจากติดตามรับใช้มานานหลายปี หน้าที่ชงกาแฟนี้เป็นชัชชาติดูแลมาตลอด
“แค่ชงกาแฟเองค่ะ หนูก็ชงให้คุณเอิงเอยทุกวัน”
“คุณเอิงเอยดื่มกาแฟแคปซูล แต่คุณไออุ่นดื่มกาแฟชงมือ”
“เอ้า หนูก็ใช้มือชงทุกแก้วนะพี่ ไม่เป็นไรค่ะ ปล่อยให้เป็นหน้าที่หนูเอง”
“เรานี่มันเถียงเก่งจริง ๆ ตามใจ อยากโดนคุณไออุ่นดุก็ตามใจ”
เลขาฯ น้องใหม่เดินฮัมเพลงเข้าไปภายในห้องพักเบรค จากนั้นหยิบแคปซูลกาแฟราสเบอร์รี่กลิ่นโปรดของเจ้านายสาวใส่เครื่องกดให้มันทำงาน แล้วหันไปชงกาแฟให้เจ้านายฝ่ายชายบ้าง
“อืม...แล้วคุณไออุ่นกินสูตรไหนล่ะเนี่ย”
กาแฟดำสามช้อนถูกตักใส่ลงไป ตามด้วยน้ำตาลทรายและครีมเทียมปริมาณเท่ากัน เติมน้ำร้อน ใช้ช้อนคนแล้วยกกาแฟทั้งสองแก้วนั้นเข้าไปเสิร์ฟให้สองพี่น้องฝาแฝดในห้องทำงานใหญ่
“กาแฟค่ะ”
“....”
สองพี่น้องนักบริหารก้มลงไปมองความแตกต่างของกาแฟสองแก้ว ด้วยความสงสัย กระทั่งกาแฟกลิ่นหอมผลไม้สดชื่นถูกยกออกจากถาดนำไปวางไว้ตรงหน้าปัณณรินทร์ จึงเหลือเพียงกาแฟผสมครีมเทียมแก้วเดียว
“แก้วนี้ของฉันเหรอ” ท่านประธานกรรมการบริษัทเงยหน้าขึ้นไปถามเลขาฯ ท่านรองฯ
“ค่ะ แก้วนี้หนูชงมาให้คุณไออุ่น” ตอบพร้อมยกกาแฟออกมาจากถาดรอง
“ชัชชาติไปไหน เขาไม่ได้บอกเธอหรือไงว่าฉันกินกาแฟแบบไหน”
“พี่ชัชเขาเอาเอกสารไปส่งให้การเงินค่ะ แล้วแก้วนี้ก็กินได้ หนูชงอร่อยนะคะ คุณไออุ่นลองชิมก่อนสิคะ”
ป่วยการที่จะโต้เถียง ปัณณวิชญ์ยกกาแฟแก้วนั้นขึ้นมาจิบ เพียงปลายลิ้นสัมผัสรับรสชาติ เขารู้สึกได้ถึงความหวาน มัน เลี่ยน จนต้องเงยหน้าขึ้นไปมองคนชง ที่ยังคงยืนยิ้มแป้นอยู่ด้วยความมั่นใจ
“อร่อยไหมคะ”
“อือ” ตอบออกไปตรงข้าม เพราะไม่อยากให้คนชงเสียหน้าและอาจถูกปัณณรินทร์ตำหนิได้ในภายหลัง
“เห็นไหมคะ หนูบอกแล้วว่าหนูชงกาแฟอร่อย”
“เอาล่ะแม่บาริสต้าตาโต มีงานอะไรก็ออกไปทำเถอะ ฉันมีเรื่องต้องคุยกับท่านประธานเป็นการส่วนตัว”
ทันทีเมื่อเลขาฯ หน้าห้องเดินออกไปแล้ว ปัณณรินทร์อดไม่ได้ที่จะเอ่ยแซวพี่ชายฝาแฝด เพราะสังเกตเห็นหลายครั้งหลายหนเหลือเกินที่ปัณณวิชญ์จะมีปฏิกิริยาตอบสนองกับแม่เลขาฯ แก้มป่องคนนี้มากกว่าพนักงานคนอื่นเสมอ
“ไม่ยักรู้ว่าเปลี่ยนรสนิยม”
“จะให้เอาไปเททิ้งก็เสียดายนี่”
“เสียดาย หรือว่ากลัวคนชงเสียใจกันแน่”
“ไม่ต้องสนใจเรื่องของคนอื่นดีกว่า มาคุยธุระของเราสองคนเถอะ”
“แค่นี้ถึงกับเปลี่ยนเรื่องเชียว” ปัณณรินทร์แค่นยิ้มอย่างรู้ทันพี่ชาย หากเป็นช่วงเวลาทั่วไป การชงกาแฟผิดอย่างนี้แม้ไออุ่นจะไม่แสดงท่าทีเกี้ยวกราดไม่พอใจ แต่คงไม่มีทางปล่อยให้พนักงานสามารถเดินยิ้มหวานออกไปง่าย ๆ แน่
“เปลี่ยนเรื่องอะไร แค่จะกลับมาโฟกัสเรื่องงาน”
“โอเค โฟกัสเรื่องงานก็ได้ เดินข้ามฟากมาขนาดนี้ไม่ทราบว่าท่านประธานมีงานด่วน งานสำคัญอะไรอย่างนั้นหรือคะ”
ปัณณรินทร์ยกกาแฟแก้วโปรดขึ้นมาจิบอย่างใจเย็น ในขณะที่พี่ชายต้องรีบยกกาแฟหวานขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด เพราะกลัวว่าถ้าปล่อยทิ้งเอาไว้จนเย็นจะยิ่งหวานจนกินลำบาก
“สัปดาห์หน้า งานในส่วนรับผิดชอบของเอิงเอยตารางแน่นมากหรือเปล่า” ปรับสีหน้า แววตา ท่าทางกลับเข้าโหมดจริงจังเป็นทางการขึ้น
“ถ้าเป็นตารางประจำก็เต็มตลอด ส่วนตารางงานเสริม งานเลี้ยง นัดทานข้าวมีแค่ช่วงเย็นวันพุธเท่านั้น นี่อย่าบอกนะว่าไออุ่นอยากให้เอิงเป็นตัวแทนของผู้บริหารไปงานสัมมนาของพนักงานใหม่อีก”
“เปล่า แค่ลองถามตารางดูเท่านั้น อีกอย่างงานสัมมนาพนักงานใหม่ ยังไงอุ่นต้องไปเองอยู่แล้ว เพราะครั้งก่อนให้เอิงไปแทนสองครั้งแล้วไง ไม่อยากผลักภาระให้” แก้วกาแฟเปล่าวางลงไปบนจานรอง มองลงไปยังก้นแก้วด้านล่างยังเห็นน้ำตาลทรายเป็นเม็ด ๆ ละลายไม่หมดกองอยู่เป็นก้อน ๆ
“ไม่อยากผลักภาระให้เอิง หรือว่าจะตามไปเฝ้าใครกันแน่จ๊ะ คุณพี่ชาย”
“เฝ้าอะไร ไร้สาระ” ร่างสูงผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วเดินออกจากห้องท่านรองประธานฯ
ใกล้เวลาเลิกงานแล้ว เสียงเคาะประตูห้องทำงานของปัณณวิชญ์ดังขึ้น เมื่อเหลือบตาขึ้นไปมองจึงเห็นว่าเป็นเลขาฯ ส่วนตัวของท่านรองฯ กำลังยืนรอคำอนุญาต
“เข้ามา”
เลขาฯ น้องใหม่เดินเข้ามาวางแฟ้มเอกสารลงตรงหน้า ขณะนั้นเองที่ปัณณวิชญ์ส่งสัญญาณมือ โบกใบ้ไล่ให้ออกจากห้อง ชัชชาติเพียงพยักหน้าชักฝีเท้าก้าวถอยหลัง โดยมีสุชาดาหมุนตัวเดินตาม ทำท่าจะออกไปด้วย
“สายป่าน”
“คะ?”
“เธอจะไปไหน มานี่!”
“เอ้า อ๋อ อ้อ ค่ะ” ขาสั้นบนรองเท้าส้นสูงขยับเดินเข้าไปใกล้ ขณะชัชชาติเดินกลับออกไปแล้วปิดประตูให้จนสนิท
“เสื้อสูทของฉันที่ลืมเอาไว้ในห้องเธอซักเรียบร้อยหรือยัง” ครั้งก่อนเขาเองก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมไม่หยิบมันติดมือมาด้วย ทั้งที่สุชาดาแขวนเสื้อตัวนั้นเอาไว้ในจุดที่มองเห็นง่าย
“ซักแล้วค่ะ คุณไออุ่นจะเอาเหรอคะ เดี๋ยวพรุ่งนี้หนูเอามาให้”
“ไม่เป็นไร เดี๋ยววันนี้ฉันไปเอาเองดีกว่า” อยู่ ๆ เกิดนึกอยากใส่เสื้อสูทตัวนั้นขึ้นมาเสียเฉย ๆ ทั้งที่ความจริงแล้วในตู้เสื้อผ้า หรือแม้แต่ห้องแต่งตัวมีเสื้อสูทแบบคล้ายคลึง สีใกล้เคียงกันอย่างนี้อีกนับไม่ถ้วน
“อ้อ ได้ค่ะ คุณไออุ่นจะไปเอาเสื้ออย่างเดียวหรือว่าจะไปทำอย่างอื่นด้วยคะ”
ประโยคคำถามกำกวมชวนให้คิดเตลิดไปไกล จนไออุ่นอดไม่ได้ที่จะเงยหน้าขึ้นมามอง อยากรู้ว่าแม่เลขาฯ สาวนี่พูดเพราะความซื่อหรือแค่คิดจะยั่วเขากันแน่
“ทำไม ที่ห้องเธอมันมีอะไรให้ฉันทำหรือไง”
“หื้อ คุณไออุ่นก็เคยไปนี่”
“ถ้าเธอหมายถึงเรื่องกินรามยอน ฉันขอเตือนเอาไว้ก่อนนะว่า อาหารแบบนั้นพยายามอย่ากินบ่อย โซเดียมมันเยอะ กินมาก ๆ เธอถึงได้หน้าบาน แก้มย้วยเพราะบวมโซเดียมอยู่นี่ไง”
“หื้อ คุณไออุ่นน่ะ บู้บี้หนูอีกแล้วนะ”
“บู้บี้อะไร เรื่องจริงทั้งนั้น กินอย่างอื่นดีกว่า”
“อย่างนั้นกินปิ้งย่างเกาหลีแทนได้ไหมคะ”
“ห้องเธอนี่ อยากกินอะไรก็ตามใจสิ”
“อย่างนั้น ตอนเลิกงาน หนูขอนั่งรถกลับพร้อมคุณไออุ่นได้หรือเปล่าคะ แล้วเราสองคนค่อยไปแวะซื้อของตรงซูเปอร์มาร์เก็ตก่อนเข้าห้อง เอ... เดี๋ยวหนูคิดก่อนว่าในตู้เย็นเหลืออะไรกินได้บ้างนะ” เจ้าของห้องพักยกนิ้วขึ้นมาเคาะลงตรงข้างขมับเหมือนกำลังพยายามใช้ความคิด
“ตามใจ จะเอาอย่างนั้นก็ได้ อย่างนั้นเอาเอกสารนี่ไปส่งให้เรียบร้อย แล้วลงไปหาฉันที่ลานจอดรถส่วนผู้บริหาร เดี๋ยวฉันจะไปรอในรถ” เอกสารซึ่งถูกถือขึ้นมายื่นส่งคืนให้กับเลขาฯ สาว
“ตกลงค่ะ เย่ วันนี้มีเพื่อนนั่งกินเบียร์แล้ว”
